code Code code Code
← Home

คำกริยา N5 ฉบับละเอียด (Verbs)

เจาะลึกการผันรูปและวิธีใช้ให้เหมือนเจ้าของภาษา

💡

กุญแจสำคัญสู่ความเก่ง: "กลุ่มคำกริยา"

หัวใจของการพูดภาษาญี่ปุ่นให้คล่องแคล่วไม่ได้อยู่ที่การท่องศัพท์เยอะๆ เพียงอย่างเดียวครับ แต่อยู่ที่ความเข้าใจเรื่อง "กลุ่มของคำกริยา (Verb Groups)" เพราะภาษาญี่ปุ่นมีการ "ผันรูป" (Conjugation) เพื่อบอกอดีต, ปฏิเสธ หรือขอร้อง ซึ่งแต่ละกลุ่มมีกฎการผันที่ไม่เหมือนกันเลย

📌 3 กลุ่มที่คุณต้องแยกให้ออก:

  • Group 1
    กลุ่มที่ 1 (Godan-doushi):

    กลุ่มที่ซับซ้อนที่สุด ส่วนใหญ่ลงท้ายด้วยเสียง -u (เช่น Iku, Nomu) เวลาผันเป็นรูปสุภาพ (Masu) เสียงท้ายจะเปลี่ยนเป็นเสียง -i (Iki-masu, Nomi-masu)

  • Group 2
    กลุ่มที่ 2 (Ichidan-doushi):

    กลุ่มที่จำง่ายที่สุด! มักลงท้ายด้วยเสียง -eru หรือ -iru (เช่น Taberu, Miru) วิธีผันแค่ตัด "ru" ทิ้งแล้วเติม "masu" ได้เลย (Tabe-masu)

  • Group 3
    กลุ่มที่ 3 (Irregular):

    มีแค่ 2 คำในโลกภาษาญี่ปุ่น คือ Suru (ทำ) และ Kuru (มา) ซึ่งต้องท่องจำวิธีเปลี่ยนรูปเป็นพิเศษครับ

ในพจนานุกรมฉบับนี้ ผมได้ระบุกลุ่มของกริยาแต่ละตัวไว้อย่างชัดเจน พร้อมเทคนิคการจำและเกร็ดความรู้ทางวัฒนธรรมที่จะช่วยให้คุณใช้ภาษาญี่ปุ่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่แค่ถูกต้องตามไวยากรณ์ครับ

Group 2 Thai: ทาเบรุ
กิน

Example (ตัวอย่างประโยค)

Watashi wa asagohan o tabemashita.

ฉันกินข้าวเช้าแล้ว

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【การผันรูปสุภาพ (Masu-form)】: เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ 2 วิธีการผันจึงง่ายมากครับ เพียงแค่ตัดตัว 『る (ru)』 ออกแล้วเติม 『ます (masu)』 เข้าไป ก็จะได้คำว่า 『たべます (Tabemasu)』 ทันที

【เกร็ดความรู้】: ในประโยคตัวอย่างใช้รูป 『たべました (-mashita)』 ซึ่งเป็นรูปอดีตแบบสุภาพ เพื่อบอกว่าการกระทำนั้นเสร็จสิ้นไปแล้ว นอกจากนี้ ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ก่อนทานอาหารมักจะพูดว่า "Itadakimasu" (จะทานแล้วนะครับ/คะ) ซึ่งมีรากฐานมาจากการขอบคุณชีวิตของพืชและสัตว์ที่เรานำมาทำเป็นอาหารครับ

Group 1 Thai: โนะมุ
ดื่ม

Example (ตัวอย่างประโยค)

Ocha o nomimasu ka.

จะดื่มน้ำชาไหมคะ/ครับ

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【การผันรูปสุภาพ】: เป็นกลุ่มที่ 1 ที่ลงท้ายด้วยเสียง Mu ให้เปลี่ยนเสียงท้ายจาก 'Mu' เป็น 'Mi' แล้วเติม Masu จะได้ 『のみます (Nomimasu)』

【ข้อควรระวังสำหรับคนไทย】: ในภาษาไทยเราใช้คำว่า "กิน" กับยา (กินยา) แต่ในภาษาญี่ปุ่น การทานยาถือเป็นการ "ดื่ม" ครับ ต้องใช้ 『薬を飲む (Kusuri o nomu)』 ห้ามใช้คำว่า Taberu กับยาเด็ดขาด นี่คือจุดที่ออกสอบ N5 บ่อยมากเพื่อทดสอบความเข้าใจทางวัฒนธรรมครับ

Group 1 Thai: อิคุ
ไป

Example (ตัวอย่างประโยค)

Ashita gakkou e ikimasu.

พรุ่งนี้จะไปโรงเรียน

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【การผันรูปสุภาพ】: เปลี่ยนเสียงท้ายจาก 'Ku' เป็น 'Ki' แล้วเติม Masu ได้เป็น 『いきます (Ikimasu)』

【เทคนิคการใช้คำช่วย】: กริยาที่บอกการเคลื่อนที่ (ไป/มา/กลับ) มักใช้คู่กับคำช่วย **『へ (e)』** เพื่อเน้น "ทิศทาง" ที่มุ่งไป หรือใช้ **『に (ni)』** เพื่อเน้น "จุดหมายปลายทาง" ที่แน่ชัด ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ในระดับ N5 แต่ 『へ』 จะให้ความรู้สึกถึงการมุ่งหน้าไปในทิศทางนั้นมากกว่าครับ

Group 3 Thai: คุรุ
มา

Example (ตัวอย่างประโยค)

Tomodachi ga uchi ni kimasu.

เพื่อนจะมาที่บ้าน

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【การผันรูปพิเศษ】: นี่คือกริยากลุ่มที่ 3 (Irregular) ซึ่งมีวิธีผันที่ไม่เหมือนใคร ต้องท่องจำเท่านั้นครับ: จาก Kuru เปลี่ยนเป็น **『きます (Kimasu)』**

【ความแตกต่าง Iku vs Kuru】: คนไทยมักสับสนจุดนี้ ในภาษาญี่ปุ่น 『来る (Kuru)』 จะใช้เมื่อมีคนเคลื่อนที่ **"เข้าหาตัวผู้พูด"** หรือ **"มายังสถานที่ที่ผู้พูดอยู่"** เท่านั้น หากเราจะเคลื่อนที่ไปหาคนอื่น (ออกจากจุดที่เราอยู่) เราต้องใช้ 『行く (Iku - ไป)』 ครับ

Group 1 (Special) Thai: คาเอะรุ
กลับ

Example (ตัวอย่างประโยค)

Goji ni uchi e kaerimasu.

จะกลับบ้านตอน 5 โมง

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【จุดระวังระดับ 5 ดาว】: คำนี้ลงท้ายด้วยเสียง -eru เหมือนกลุ่มที่ 2 แต่จริงๆ แล้วเป็น **"ข้อยกเว้น"** จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ครับ ดังนั้นต้องผันโดยเปลี่ยน 'Ru' เป็น 'Ri' แล้วเติม Masu เป็น **『かえります (Kaerimasu)』** (ไม่ใช่ Kaemasu)

【ความหมายลึกซึ้ง】: คำว่า 『帰る』 ไม่ได้แปลว่ากลับเฉยๆ แต่หมายถึงการ **"กลับสู่ที่ที่ควรอยู่"** เช่น กลับบ้าน, กลับประเทศเกิด หรือกลับไปนั่งที่เดิมครับ

Group 2 Thai: มิรุ
ดู / มอง

Example (ตัวอย่างประโยค)

Uchi de terebi o mimasu.

ดูทีวีที่บ้าน

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【การผันรูปสุภาพ】: เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ 2 จึงง่ายมาก แค่ตัด 『る』 ออกแล้วเติม 『ます』 เป็น **『みます (Mimasu)』**

【ไวยากรณ์】: ใช้คำช่วย **『で (de)』** เพื่อบอก "สถานที่ที่เกิดการกระทำ" (ดูที่ไหน? -> ที่บ้าน = Uchi de) ต่างจากกริยาเคลื่อนที่ที่ใช้ "Ni/E" ครับ คำนี้ครอบคลุมความหมายกว้าง ทั้งการ 'ตั้งใจดู' (Watch) 'มอง' (Look) หรือ 'เห็น' (See)

Group 1 Thai: คิคุ
ฟัง / ถาม

Example (ตัวอย่างประโยค)

Mainichi nihongo no CD o kikimasu.

ฟังซีดีภาษาญี่ปุ่นทุกวัน

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【ความหมายคู่】: จุดที่น่าสนใจคือคำว่า 『聞く』 มี 2 ความหมายหลัก คือ **'ฟัง' (Listen)** และ **'ถาม' (Ask)**

【วิธีสังเกต】: 1. ถ้าใช้กับสิ่งของ (เช่น เพลง, วิทยุ) จะแปลว่า "ฟัง" โดยใช้คำช่วย 『を (o)』 2. ถ้าใช้กับคน (เช่น ครู, เพื่อน) มักจะแปลว่า "ถาม" โดยใช้คำช่วย 『に (ni)』 เช่น 『先生に聞きます (ถามอาจารย์)』 ครับ

Group 1 Thai: คะคุ
เขียน

Example (ตัวอย่างประโยค)

Enpitsu de namae o kaite kudasai.

กรุณาเขียนชื่อด้วยดินสอ

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【การผันรูป Te-form】: ในประโยคตัวอย่างใช้รูปขอร้อง 『〜てください』 ซึ่งต้องผันกริยาเป็น "รูป Te" กฎของกลุ่ม 1 ที่ลงท้ายด้วย -ku คือเปลี่ยนเป็น -ite ดังนั้น Kaku จึงกลายเป็น **『かいて (Kaite)』**

【คำช่วย De】: การบอกอุปกรณ์ที่ใช้เขียน (เช่น ปากกา, ดินสอ) จะใช้คำช่วย **『で (de)』** เสมอ แปลว่า "โดยใช้..." ครับ

Group 1 Thai: โยะมุ
อ่าน

Example (ตัวอย่างประโยค)

Toshokan de hon o yomimashita.

อ่านหนังสือที่ห้องสมุดแล้ว

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【การผันรูปสุภาพ】: กลุ่ม 1 ที่ลงท้ายด้วย -mu ให้เปลี่ยนเป็น -mi แล้วเติม masu ได้เป็น **『よみます (Yomimasu)』**

【โครงสร้างประโยค】: ประโยคนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของโครงสร้างพื้นฐาน:
[สถานที่] + で + [กรรม] + を + [กริยา]
(Toshokan de Hon o Yomimasu) แปลว่า "อ่านหนังสือ ที่ห้องสมุด" ครับ

Group 1 Thai: คะอุ
ซื้อ

Example (ตัวอย่างประโยค)

Depaato de kaban o kaimashita.

ซื้อกระเป๋าที่ห้างสรรพสินค้าแล้ว

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【การผันรูปสุภาพ】: แม้จะเป็นคำสั้นๆ แต่ลงท้ายด้วยเสียง -u ดังนั้นจึงเป็นกลุ่ม 1 เปลี่ยน -u เป็น -i แล้วเติม masu เป็น **『かいます (Kaimasu)』**

【คำช่วย】: สถานที่ที่มีการซื้อขายเกิดขึ้น (เช่น ห้าง, ซูเปอร์มาร์เก็ต) ใช้คำช่วย **『で (de)』** เสมอ เพราะถือเป็นสถานที่ที่เกิดการกระทำครับ

Group 3 Thai: สุรุ
ทำ / เล่น(กีฬา)

Example (ตัวอย่างประโยค)

Raishuu tenisu o shimasu.

สัปดาห์หน้าจะเล่นเทนนิส

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【พลังพิเศษของ Suru】: กริยาตัวนี้มหัศจรรย์มากครับ เพราะสามารถนำไปต่อท้ายคำนามภาษาต่างประเทศหรือคำนามอาการนามเพื่อเปลี่ยนให้เป็นกริยาได้ เช่น:
- Benkyou (การเรียน) + Suru = เรียน
- Tenisu (เทนนิส) + Suru = เล่นเทนนิส
- Kaimono (การซื้อของ) + Suru = ซื้อของ/ช้อปปิ้ง
ในประโยคตัวอย่าง "Raishuu" (สัปดาห์หน้า) บอกอนาคต แต่ภาษาญี่ปุ่นไม่มีรูป Future Tense แยกต่างหาก จึงใช้รูป Masu (Shimasu) แทนได้เลยครับ

Group 1 Thai: ฮานะสุ
พูด / คุย / สนทนา

Example (ตัวอย่างประโยค)

Nihongo de hanashite kudasai.

กรุณาพูดด้วยภาษาญี่ปุ่น

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【การผันรูปสุภาพ】: กลุ่ม 1 ที่ลงท้ายด้วย -su จะเปลี่ยนเป็น -shi แล้วเติม masu เป็น **『はなします (Hanashimasu)』**

【ความแตกต่าง Hanasu vs Iu】:
- **『話す (Hanasu)』**: เน้นการ "สนทนา" หรือการพูดคุยที่ต้องใช้เวลาและมีการโต้ตอบ หรือพูดภาษา (Speak)
- **『言う (Iu)』**: เน้น "เนื้อหาที่พูดออกมาสั้นๆ" (Say) เช่น พูดว่าขอบคุณ
คำช่วย 『で (de)』 ในประโยคตัวอย่างใช้บอก "ภาษาที่ใช้เป็นเครื่องมือ" ในการสื่อสารครับ

Group 1 Thai: อิอุ
พูด / บอก / กล่าว

Example (ตัวอย่างประโยค)

Sensei ni 'Ohayou' to iimashita.

พูดว่า 'อรุณสวัสดิ์' กับอาจารย์

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【การผันรูปสุภาพ】: เปลี่ยน -u เป็น -i แล้วเติม masu เป็น **『いいます (Iimasu)』**

【ไวยากรณ์สำคัญ】: คำกริยานี้มักใช้คู่กับคำช่วย **『と (to)』** ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเครื่องหมายอัญประกาศ (" ") เพื่อบอกว่าพูดว่าอะไร (Quotation) ส่วนคนที่ราพูดด้วยจะใช้คำช่วย 『に (ni)』 ครับ

Group 2 Thai: โอะชิเอะรุ
สอน / บอก (ข้อมูล)

Example (ตัวอย่างประโยค)

Denwa bangou o oshiete kudasai.

กรุณาบอกเบอร์โทรศัพท์

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【ความหมาย】: กริยานี้ไม่ได้แปลว่า 'สอนหนังสือ' เพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงการ **'บอกข้อมูล'** ที่อีกฝ่ายไม่รู้ด้วย เช่น บอกทาง, บอกเบอร์โทร หรือบอกที่อยู่

【การผันรูป】: เป็นกลุ่ม 2 ตัด -ru เติม -masu ได้เป็น **『おしえます (Oshiemasu)』** ในประโยคตัวอย่างใช้รูปขอร้อง (Te-form + kudasai) เป็นสำนวนที่ใช้บ่อยมากเวลาต้องการขอข้อมูลจากคนอื่นครับ

Group 1 Thai: นะระอุ
เรียน (โดยมีครูสอน)

Example (ตัวอย่างประโยค)

Sensei ni nihongo o naraimasu.

เรียนภาษาญี่ปุ่นกับอาจารย์

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【Narau vs Benkyou suru】: คำกริยานี้มีความหมายลึกซึ้งกว่าคำว่า 『べんきょうする』 เพราะหมายถึงการ **"รับการถ่ายทอดวิชาจากผู้สอน"** (เรียนกับใครสักคน) โดยปกติจะใช้คู่กับคำช่วย 『に (ni)』 เพื่อบอกแหล่งที่มาของความรู้ (เรียนกับใคร) แต่ถ้าคุณอ่านหนังสือเรียนเองที่บ้าน จะใช้ Narau ไม่ได้ ต้องใช้ Benkyou suru ครับ

Group 1 Thai: มัตสึ
รอ

Example (ตัวอย่างประโยค)

Chotto matte kudasai.

กรุณารอสักครู่ครับ/ค่ะ

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【การผันรูป Te-form】: กลุ่ม 1 ที่ลงท้ายด้วย -tsu จะเปลี่ยนเป็นเสียงกัก (ซึเล็ก) + て เป็น **『まって (Matte)』**

【ข้อควรระวังเรื่องคำช่วย】: เมื่อต้องการบอกว่า "รอใคร" หรือ "รอรถเมล์" คนไทยมักอยากใช้คำช่วยที่แปลว่า "กับ" หรือ "สำหรับ" แต่ในภาษาญี่ปุ่นต้องใช้คำช่วย **『を (o)』** เสมอครับ (เช่น バスを待つ - Basu o matsu - รอรถเมล์)

Group 1 Thai: ทสึคุรุ
ทำ / สร้าง / ปรุงอาหาร

Example (ตัวอย่างประโยค)

Watashi wa bangohan o tsukurimasu.

ฉันจะทำอาหารเย็น

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【ความหมายกว้าง】: คำกริยา 『作る』 มีขอบเขตความหมายที่กว้างมาก ตั้งแต่การปรุงอาหาร (Cook), การสร้างสิ่งของด้วยมือ (Make), ไปจนถึงการผลิตในโรงงาน (Produce)

【นามธรรม】: นอกจากวัตถุแล้ว ยังใช้กับเรื่องนามธรรมได้ด้วย เช่น 『友達を作る (Tomodachi o tsukuru)』 แปลว่า "หาเพื่อน/สร้างมิตรภาพ" ซึ่งเป็นสำนวนที่น่าสนใจมากครับ

Group 1 Thai: ทสึคะอุ
ใช้

Example (ตัวอย่างประโยค)

Kono pasokon o tsukatte mo ii desu ka.

ขออนุญาตใช้คอมพิวเตอร์เครื่องนี้ได้ไหมคะ/ครับ

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【ข้อควรระวังทางวัฒนธรรม】: ในภาษาไทยคำว่า "ใช้" บางครั้งหมายถึงการ "สั่งให้คนอื่นทำ" (เช่น ใช้ให้น้องไปซื้อของ) แต่ในภาษาญี่ปุ่นคำว่า 『使う』 จะใช้กับ **สิ่งของ, เงิน หรือเวลา** เท่านั้น ห้ามใช้สั่งคนเด็ดขาด เพราะจะดูเหมือนมองคนเป็นสิ่งของครับ

【ไวยากรณ์】: ประโยคตัวอย่างใช้รูป 『〜てもいいですか』 (ขออนุญาต...) ซึ่งเป็นไวยากรณ์สำคัญในบทเรียน N5 ครับ

Group 1 Thai: โทะรุ
ถ่ายรูป / ถ่ายวิดีโอ

Example (ตัวอย่างประโยค)

Issho ni shashin o torimashou.

มาถ่ายรูปด้วยกันเถอะ

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【คันจิที่ถูกต้อง】: ในภาษาญี่ปุ่นมีคำว่า "Toru" หลายคำที่ออกเสียงเหมือนกันแต่เขียนต่างกัน เช่น 『取る (หยิบ/จับ)』 แต่ถ้าเป็นการถ่ายภาพต้องใช้คันจิ **『撮る』** ตัวนี้เท่านั้น

【การผันรูปชักชวน】: ในประโยคตัวอย่างใช้รูป 『〜ましょう (Mashou)』 แปลว่า "กันเถอะ" เป็นการชวนอย่างสุภาพและเป็นกันเองครับ

Group 1 Thai: อะอุ
เจอ / พบ (คน)

Example (ตัวอย่างประโยค)

Raishuu tomodachi ni aimasu.

สัปดาห์หน้าจะไปเจอเพื่อน

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【กฎเหล็กเรื่องคำช่วย】: คนไทยมักจะติดการใช้คำช่วย "กับ" (To) หรือ "O" แต่ในภาษาญี่ปุ่น กริยา 『会う』 ต้องใช้คู่กับคำช่วย **『に (ni)』** เสมอ เพื่อบอกบุคคลที่เราไปพบ (เปรียบเสมือนเป้าหมายของการเคลื่อนที่ไปหา)

【ข้อยกเว้น】: หากเป็นการเจอกันโดยบังเอิญ หรือนัดหมายกันเป็นกลุ่ม บางครั้งอาจใช้คำช่วย 『と (to)』 ได้ แต่ในระดับ N5 ให้จำว่า "เจอใคร ใช้ Ni" ไว้ก่อนจะปลอดภัยที่สุดครับ

Group 1 Thai: อารุ
มี / อยู่ (สิ่งไม่มีชีวิต)

Example (ตัวอย่างประโยค)

Tsukue no ue ni hon ga arimasu.

มีหนังสืออยู่บนโต๊ะ

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【จุดที่คนไทยพลาดบ่อย】: ในภาษาไทยเราใช้คำว่า "มี" กับทุกอย่าง แต่ในภาษาญี่ปุ่นต้องแยกให้ออกครับ ถ้าสิ่งนั้น **"เคลื่อนไหวเองไม่ได้"** หรือ **"ไม่มีชีวิต"** (เช่น ต้นไม้, รถ, สิ่งของ) ต้องใช้ **『ある (Arimasu)』** เท่านั้น ห้ามใช้สลับกับ Iru เด็ดขาดครับ

Group 2 Thai: อิรุ
มี / อยู่ (สิ่งมีชีวิต)

Example (ตัวอย่างประโยค)

Asoko ni inu ga imasu.

มีสุนัขอยู่ที่ตรงโน้น

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【คู่ตรงข้ามของ Aru】: ใช้บอกการมีอยู่ของ **"สิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง"** เช่น คน, สัตว์, แมลง (รวมถึงผีด้วยนะครับ ในความเชื่อญี่ปุ่น)

【ข้อยกเว้น】: สำหรับ "ต้นไม้" หรือ "ดอกไม้" แม้จะเป็นสิ่งมีชีวิตทางชีววิทยา แต่ในภาษาญี่ปุ่นถือว่าเคลื่อนที่เองไม่ได้ จึงต้องใช้ 『ある』 นะครับ

Group 1 Thai: อุรุ
ขาย

Example (ตัวอย่างประโยค)

Kono mise de yasai o utte imasu.

ที่ร้านนี้ขายผักอยู่

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【รูป Te-imasu】: ในประโยคตัวอย่างใช้รูป 『〜ています』 (กำลัง.../สภาพ...) ซึ่งผันจาก Uru เป็นรูป Te-form ได้เป็น **『うって (Utte)』** เพื่อบอกสภาพว่าร้านนี้มีการขายของสิ่งนี้อยู่เป็นประจำ

【คำช่วย】: สถานที่ที่ทำการขายจะใช้คำช่วย 『で (de)』 (ในร้าน) และสิ่งที่ขายคือ 'กรรม' จึงใช้คำช่วย 『を (o)』 ครับ

Group 1 Thai: อะโซะบุ
เล่น / เที่ยว

Example (ตัวอย่างประโยค)

Ashita tomodachi to asobimasu.

พรุ่งนี้จะไปเที่ยว(เล่น)กับเพื่อน

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【ข้อควรระวังอย่างยิ่งสำหรับคนไทย】: คนไทยมักจะสับสนเวลาพูดว่า 'เล่นดนตรี' หรือ 'เล่นกีฬา' ซึ่งในภาษาญี่ปุ่น **ห้ามใช้คำว่า 遊ぶ** นะครับ!
- เล่นกีฬา ใช้ 『します (Shimasu)』
- เล่นดนตรี ใช้คำเฉพาะ เช่น 『弾く (Hiku)』
คำว่า 『遊ぶ』 จะใช้กับการเล่นสนุกๆ ของเด็ก หรือการไปเที่ยวพักผ่อน (Hang out) ของผู้ใหญ่เท่านั้นครับ

Group 1 Thai: ยะซุมุ
พักผ่อน / ลาหยุด

Example (ตัวอย่างประโยค)

Kyou wa gakkou o yasumimasu.

วันนี้ลาหยุดโรงเรียนครับ/ค่ะ

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【จุดสำคัญของคำช่วย】: เมื่อต้องการบอกว่า 'ลาหยุดจากสถานที่ไหน' ภาษาญี่ปุ่นจะใช้คำช่วย **『を (o)』** เสมอ เช่น 『学校を休みます』 หรือ 『会社を休みます』 เปรียบเสมือนการที่เราแยกตัวออกมาจากสถานที่นั้นชั่วคราวครับ

Group 2 Thai: โอกิรุ
ตื่นนอน / ลุกขึ้น

Example (ตัวอย่างประโยค)

Watashi wa mainichi rokuji ni okimasu.

ฉันตื่นนอนตอน 6 โมงทุกวัน

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【จุดสำคัญเรื่องคำช่วย】: เมื่อต้องการบอกเวลาที่เจาะจงว่าตื่นตอนกี่โมง ต้องใช้คำช่วย **『に (ni)』** เสมอ (เช่น 6時に) ซึ่งห้ามลืมเด็ดขาดในข้อสอบไวยากรณ์ N5

【ความรู้เพิ่มเติม】: คำกริยานี้เป็น 'อัตตโนกริยา' (Intransitive) คือกริยาที่ทำด้วยตัวเอง หากคุณต้องการบอกว่า 'ปลุกคนอื่น' ต้องใช้คำกริยาอีกคำคือ 『起こす (Okosu)』 ครับ

Group 2 Thai: เนรุ
นอน / เข้านอน

Example (ตัวอย่างประโยค)

Kinou juuichiji ni nemashita.

เมื่อวานเข้านอนตอน 11 โมงกลางคืน (23:00 น.)

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【ความแตกต่างที่ควรทราบ】: ในภาษาญี่ปุ่นมีคำว่า 『眠る (Nemuru)』 ที่แปลว่านอนหลับเหมือนกัน แต่ 『寝る (Neru)』 จะเน้นที่การ **"เข้านอน" (Go to bed)** เป็นการกระทำที่ตั้งใจ ส่วน 『眠る』 จะเน้นที่ "สภาวะที่หลับไปแล้ว" (Sleep)

【เกร็ดความรู้】: คำช่วย 『に (ni)』 ใช้กับเวลาที่เจาะจง แต่ถ้าคุณต้องการบอกว่า 'นอนที่ไหน' เช่น นอนบนโซฟา จะใช้คำช่วย 『で (de)』 เป็น 『ソファで寝ます』 ครับ

Group 1 (Special) Thai: ไฮรุ
เข้า / อาบน้ำ

Example (ตัวอย่างประโยค)

Kyoushitsu ni haitte kudasai.

กรุณาเข้าไปในห้องเรียนครับ/ค่ะ

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【ข้อควรระวังระดับ 5 ดาว!】: คำนี้แม้จะออกเสียงลงท้ายด้วย -iru ซึ่งดูเหมือนกลุ่มที่ 2 แต่จริงๆ แล้วเป็น **กลุ่มที่ 1 (ข้อยกเว้น)** ดังนั้นเวลาผันรูป Te จึงต้องเป็น **『はいって (Haitte)』** (มีซึเล็ก) ไม่ใช่ Haite

【วัฒนธรรมญี่ปุ่น】: สำนวนที่คนไทยมักสับสนคือ 『お風呂に入る (Ofuro ni hairu)』 ซึ่งไม่ได้แปลว่าเดินเข้าไปในห้องน้ำเฉยๆ แต่หมายถึง "การอาบน้ำแบบแช่ในอ่าง" ตามสไตล์ญี่ปุ่นครับ

Group 2 Thai: เดรุ
ออก / ออกไป

Example (ตัวอย่างประโยค)

Hachiji juuppun ni uchi o demasu.

ออกจากบ้านตอน 8:10 น. ครับ/ค่ะ

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【เปรียบเทียบคำช่วยที่สำคัญมาก】: จำไว้ว่า **เข้าใช้ に (ni) / ออกใช้ を (o)**
นักเรียนไทยมักจะสับสนอยากใช้คำช่วยที่แปลว่า 'จาก' (kara) แต่ในภาษาญี่ปุ่นมาตรฐาน การออกจากสถานที่หนึ่งๆ จะมองว่าสถานที่นั้นเป็นจุดที่การกระทำผ่านออกมา จึงใช้คำช่วย **『を (o)』** เสมอ (เช่น うちを出ます)

Group 1 Thai: โนรุ
ขึ้น (รถ/ยานพาหนะ)

Example (ตัวอย่างประโยค)

Asoko de basu ni norimasu.

จะขึ้นรถเมล์ที่ตรงโน้นครับ/ค่ะ

คำอธิบายเชิงลึก (Explanation)

【จุดที่ต้องระวังที่สุด】: คนไทยมักจะเผลอใช้คำช่วย 『を (o)』 เพราะคิดว่ารถเมล์เป็นกรรม แต่ในภาษาญี่ปุ่น **การขึ้นยานพาหนะต้องใช้คำช่วย 『に (ni)』 เสมอ** (เปรียบเสมือนการเอาตัวเข้าไปสัมผัสหรือเป็นเป้าหมายของการขึ้นไป)

【ข้อสังเกตเรื่องสถานที่】: ในประโยคตัวอย่างใช้ 『あそこで (Asoko de)』 ซึ่งคำช่วย 『で』 บอกตำแหน่งที่การกระทำเกิดขึ้น (ที่ป้ายรถเมล์) ส่วน 『に』 บอกยานพาหนะที่ถูกใช้ครับ